Home > เทคโนโลยี > รีวิว Review Iphone 6 vs Samsung Galaxy S6

รีวิว Review Iphone 6 vs Samsung Galaxy S6

Advertising


หลังจากที่มีการเปิดตัว Samsung Galaxy S6 ไปเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว ทำให้มนุษย์ผู้อยู่กับเทคโนโลยีอย่างเราๆ รู้สึกเงินในกระเป๋าร้อนอย่างเห็นได้ชัด (555+) โดยราคาเครื่องศูนย์ ของทั้งคู่เป็นดังนี้ (ราคา ณ 7 พ.ค.2558)

• ราคา Samsung Galaxy S6 ขนาด 32 GB อยู่ที่ 23,900 บาท
• ราคา Samsung Galaxy S6 edge ขนาด 32 GB อยู่ที่ 27,900 บาท
• ราคา Samsung Galaxy S6 edge ขนาด 64 GB อยู่ที่ 30,900 บาท

• ราคา iPhone6 ขนาด 16 GB อยู่ที่ 24,900 บาท
• ราคา iPhone6 ขนาด 64 GB อยู่ที่ 28,900 บาท
• ราคา iPhone6 ขนาด 128 GB อยู่ที่ 32,900 บาท

• ราคา iPhone6 Plus ขนาด 16 GB อยู่ที่ 28,900 บาท
• ราคา iPhone6 Plus ขนาด 64 GB อยู่ที่ 32,900 บาท
• ราคา iPhone6 Plus ขนาด 128 GB อยู่ที่ 36,900 บาท

ยกที่ 1 เปรียบเทียบรูปลักษณ์ภายนอก

1

ด้วยขนาดของ Samsung Galaxy S6 ที่มีขนาด 143.4 x 70.5 x 6.8 มม. ทำให้มีขนาดของเครื่องที่ใหญ่กว่า Iphone 6 ที่มีขนาด 138.2 x 67.1 x 6.9 อยู่นิดหน่อย และด้วยหน้าจอขนาด 5.1 นิ้วทำให้ข่ม Iphone 6 ที่มีขนาด 4.7 นิ้วอยู่พอสมควร แต่ก็แลกมาด้วยน้ำหนักที่มากกว่า Iphone 6 ประมาณ 9 กรัม ส่วนวัสดุที่ใช้มาเป็นตัวเครื่องนั้น Iphone 6 นั้นจะใช้อลูมิเนียมชุบผิวและเน้นดีไซน์เป็นแบบไร้รอยต่อ ทำให้รู้สึกว่าทั้งกระจกและตัวเครื่องนั้นราบรื่นเป็นเนื้อเดียวกัน ส่วนทาง Samsung Galaxy S6 นั้นจะใช้โลหะมาทำเป็นตัวเครื่อง ดังนั้น(ในความคิดผมนะ) จะรู้สึกว่าตัวเครื่องของ S6 ดูไฮโซ มีระดับกว่า ในส่วนของเทคโนโลยีหน้าจอนั้นมีความโดดเด่นกันไปคนละแบบ Ratina display (Iphone 6) จะชูจุดเด่นเรื่องความละเอียดและการกินแบตที่น้อยกว่า ส่วน Super amoled (Samsung galaxy S6) จะโดดเด่นในเรื่องของสีที่สดและมีแถบการแสดงสีที่กว้างกว่า

Iphone-6-vs-Samsung-Galaxy-S6_thin

เมื่อเทียบขนาดของเครื่องนั้น S6 จะบางกว่า I6 อยู่เล็กน้อย (0.1 มม.) และเมื่อมาดูที่ตำแหน่งของช่องเชื่อมต่อต่างๆ จะพบว่าทั้งสองนั้นแทบจะเหมือนกัน จนมีการเถียงกันของเหล่าสาวกแต่ละค่ายว่า S6 ได้ก็อปปี้ตำแหน่งของช่องจาก I6 หรือไม่ แต่เมื่อมาวิเคราะห์ดูแล้ว เนื่องจาก S6 นั้นได้เคลือบด้านหลังตัวเครื่องด้วยกระจก Gorilla Glass เพื่อเพิ่มความมันวาวของตัวเครื่อง ทำให้ต้องย้ายตัวลำโพงมาไว้ด้านล่าง ไปๆมาๆเลยเหมือนกับทางคู่แข่งซะงั้น ฉะนั้นเอาเป็นว่าถ้าทางผู้ผลิตทั้งสองเขาไม่ได้ฟ้องร้องกันแล้วก็แสดงว่าไม่ผิดหรอกครับ ดังนั้นไม่ต้องเถียงกันให้เมื่อยตุ้ม

Iphone-6-vs-Samsung-Galaxy-S6_side

และไหนๆเมื่อพูดเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอกของแต่ละเครื่องแล้ว ยังมีข้อแตกต่างอีกข้อที่ทาง S6 ได้จัดมาในซีรีส์นี้ นั้นก็คือหน้าจอที่โค้งเอียงลงมาด้านข้างนั้นทำให้หน้าจอของ S6 ดูมีมิติมากขึ้น ซึ่งทาง Samsung ได้บอกว่าหน้าจอที่โค้งเอียงมานั้นไม่ได้แค่ทำมาเพิ่มความหรูหรา แต่ยังสามารถเป็นจอแสดงผล จอแจ้งเตือน และยังสามารถกำหนดแอพลิเคชั่นที่ใช้ประจำไว้ในส่วนนี้ได้ด้วย

ยกที่ 2 แลกหมัดกันต่อกับส่วนประกอบด้านใน

4

               สิ่งที่ Samsung galaxy S6 นั้นได้เซอร์ไพร์สทุกคนนั่นก็คือ S6 ไม่มีช่องใส่ SD Card แล้วนะจ๊ะ !!! ซึ่งก็คือการมาใช้ระบบเดียวกับ Iphone ที่ไม่มีการเพิ่มความจุภายนอกนั่นเอง ซึ่งในส่วนนี้ผมได้ยินตอนแรกก็ตกใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากในความเป็นจริงแล้วความจุภายในนั้นเราไม่สามารถใช้ได้เต็มจำนวนที่สเปคเครื่องจัดมา เพราะต้องแบ่งไปเป็นระบบปฎิบัติการซึ่งพูดกันแล้วระบบปฏิบัติการ Android ของ Samsung นั้นจะกินความจุภายในมากกว่า IOS ของ Apple อยู่พอสมควร และในการลง Application ต่างๆนั้น เห็นว่า Application ของทาง Android นั้นจะใหญ่กว่าทาง IOS (เปรียบเทียบที่แอพพลิเคชั่นตัวเดียวกัน แต่ต่างภาษาที่ใช้สร้าง) เนื่องจากว่าทาง Apple นั้นจะตรวจ Application ว่าสร้างมามีความเหมาะสมกับความจุที่เสียไปหรือไม่ มีการใช้ความจุโดยไม่จำเป็นหรือเปล่า ต่างกับ Android ที่ไม่ได้เน้นตรงนี้มากนัก เมื่อมีปัญหาตรงนี้ขึ้นมา Samsung จึงต้องแก้ปัญหา ยังไงละ? ง่ายๆเลยครับ เพิ่มความจุเครื่องเข้าไปซะ 555+ ดังนั้นสเปคเครื่อง Samsung galxy S6 จึงมีความจุที่ 32,64,128 GB ต่างจาก Iphone 6 ที่มีความจุที่ 16,32,64 GB เห็นว่าเพิ่มมาอีกขั้นนึงเลยทีเดียวเชียว 555+ ดังนั้นจึงตัดปัญหานี้ออกไปได้เลย

มาที่ส่วนถัดไปซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่มีคนบ่นกันหนาหูซะเหลือเกินกับเจ้าแบตเตอรี่ของ Iphone 6 ที่มันน้อยเกินไป เล่นแป๊บหมดๆ ซึ่งจะโทษที่ทางผู้ผลิตก็คงจะไม่ได้เนื่องจากในปัจจุบันนั้นคนเราชอบใช้โทรศัพท์ที่มีลักษณะบาง ยิ่งบางยิ่งรู้สึกว่าดูหรูหรา มีระดับ ซึ่งต้องแลกมากับการที่ก้อนแบตจะมีขนาดน้อยลง ความจุไฟก็จะน้อยลง การแก้ปัญหาในส่วนนี้ก็คงต้องรอให้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้นจนสามารถเพิ่มความจุแบตเตอรี่ได้เยอะๆภายใต้ขนาดที่บางลงทุกๆวันละครับ และในส่วนนี้ ก็เป็น S6 ที่จัดแบตมาข่ม I6 ซะเห็นได้ชัด โดยมีขนาดที่ 2550 mAh (ถึงแม้ว่าสาวก Samsung ยังบอกว่าน้อยไปก็เถอะ) ในขณะที่ I6 มีขนาดของแบตเตอรี่อยู่ที่ 1810 mAh จึงทำให้ S6 มีความอึดมากกว่า I6 อยู่พอสมควร

iphone 6 vs galaxy 6 spec

กดที่ภาพเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

ในส่วนของ RAM นั้นทาง S6 ก็จัดเต็มมาถึง 3 GB ด้วยกัน ซึ่ง I6 นั้นมีแค่ 1 GB และทาง S6 ยังมากับชิปประมวลผล Exynos 7420 ที่มีคะแนนการประมวลผลสูงลิบลิ่ว สูงกว่า I6 ที่ใช้ชิปประมวลผล A8 อย่างเห็นได้ชัด แต่จะว่า I6 นั้นไม่ดีไม่ได้นะครับ เนื่องจากว่าทาง Iphone นั้นเขียนระบบปฏิบัติการ IOS เอง ทำให้สามารถดึงประสิทธิภาพของชิปมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ต่างกับ Samsung ที่มีระบบปฏิบัติการ Android เป็น opensorce ที่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถดึงประสิทธิภาพของชิปประมวลผลออกมาอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้นอย่าพึ่งว่า I6 นะเออ

ยกที่ 3 งัดฟังก์ชั่นเสริมมาประมือ

สำหรับฟังก์ชั่นเสริมของแต่ละค่ายนั้นต้องถือว่าจัดหนักจัดเต็มมาทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว และที่เห็นกันชัดๆในรุ่นนี้เลยก็คือ S6 ก็มาใช้ระบบ Finger print (ระบบพิมพ์ลายนิ้วมือ) ซึ่งระบบนี้ก็เพิ่งมีการเปิดตัวใน I6 นั่นเอง (ที่มีคลิปเอาไปทดสอบการแสกนที่ นิ้วเท้า หัวนม …. บลาๆ นั่นแหละ) ซึ่งเป็นการยืนยันว่าระบบนี้ดีจริงนะเออ อย่างน้อยถ้าโทรศัพท์เราหายไปทางขโมยก็ไม่สามารถเข้าใช้งานโทรศัพท์เราได้

มาต่อกันที่ระบบที่จะทำให้เงินในบัตรเครดิตบินออกได้อย่างใจคิด (ว่าไปนั่น) ก็คือระบบการจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์มือถือของทั้งสองค่าย ที่ริเริ่มด้วย I6 เช่นเคย ซึ่งจะเห็นว่า I6 นั่นออกระบบ Apple pay ขึ้นมา ซึ่งเปรียบเสมือนว่าโทรศัพท์เรานั้นคือบัตรเครดิตใบนึงเลยทีเดียว สามารถใช้ซื้อของ จ่ายค่าสาธารณูปโภค จ่ายค่า BTS และประโยชน์ต่างๆอีกมากมายโดยผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า NFC ทีนี้ Samsung จะน้อยหน้าซะที่ไหน จึงได้ออกฟังก์ชั่น Samsung pay ขึ้นมา ซึ่งทุกอย่างก็เหมือน I6 นั่นแหละ เพียงแต่คนละค่ายเท่านั้น (ฮา) แต่จะให้เหมือนแค่นั้นมันก็กระไร ทาง Samsung เลยเพิ่มระบบการใช้จ่าย Samsung pay ผ่านเครื่องรับบัตรเครดิตรุ่นเก่าที่ไม่มีระบบ NFC (Apple pay ใช้ได้กับอุปกรณ์ที่รองรับ NFC เท่านั้น) โดยใช้หลักการของ MST (Magnetic field) หรือแถบแม่เหล็กทั่วไปนั่นเอง ส่วนระบบความปลอดภัยนั้นถือว่าสูงเนื่องจากในการใช้จ่ายแต่ละครั้งต้องใช้ลายนิ้วมือของเราเป็นตัวอนุญาต จึงไม่ต้องเป็นห่วงว่าถ้าโทรศัพท์หายแล้วจะมีคนขโมยเอาไปใช้จนเป็นหนี้ไม่ได้ตั้งใจ (ยกเว้นถูกตัดนิ้วไปด้วยนะ ^^ )

มาดูอีกฟังก์ชั่นนึงที่ทาง S6 ได้จัดมาให้เพื่อสะดวกในการถ่ายรูป นั่นก็คือ ระบบ OIS หรือระบบกันภาพสั่นสะเทือนเวลาถ่ายรูปนั่นเอง ซึ่งบอกว่าระบบนี้ทาง S6 ทำมาได้ดีมาก ลดการสั่นสะเทือนยามถ่ายรูปไปได้เยอะเลยทีเดียว หลายคนอาจไม่เชื่อและต้องการเปรียบเทียบ ผมจึงได้หาคลิปที่มีการทดสอบมาให้ดูแล้วครับ เชิญชมได้เลย

 

https://www.youtube.com/watch?v=GroJ3LBKnvw

โฆษณา
ในส่วนของฟังก์ชั่นอื่นๆ ก็จะไม่แตกต่างกันนัก แต่ก็ยังมีฟังก์ชั่นเด่นๆของทาง Samsung ที่จัดมาให้ใน S6 นี้ เช่น ระบบการชาร์จแบตเตอรี่ผ่านทาง wifi ที่ทาง Samsung ได้ทดสอบมานานแล้วและตัดสินใจนำเข้ามาใน S6 ระบบ fast charge คือระบบการชาร์จแบตเตอรี่แบบเร่งด่วน ที่ใช้เวลาชาร์จ 10 นาทีแต่ใช้งานได้ถึง 4 ชั่วโมง และระบบ Find my mobile ที่ใช้ในการค้นหาตำแหน่งที่อยู่ของโทรศัพท์ เช่นเดียวกับ Find my iphone นั่นเอง

ยกที่ 4 เอากล้องมางัดกัน ใครจะอยู่ ใครจะไป

Iphone-6-vs-Samsung-Galaxy-S6-camera

มาถึงพระเอกของการเปรียบเทียบในครั้งนี้ซะที ต้องบอกเลยว่า S6 นั้นจัดเต็มจริงๆสำหรับฟังก์ชั่นของกล้อง ด้วยการมีขนาดของกล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล เอาซะ I6 ดูหงอยไปเลย (Iphone 6 มีกล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 1.2 ล้านพิกเซล) คือยัดกล้องมาซะคิดว่าเป็นกล้องถ่ายรูป DLSR มาขนาดนั้นคงถูกใจสำหรับขาถ่ายรูปแน่ๆ เท่านั้นยังไม่พอ S6 ยังมีรูรับแสงที่กว้างกว่า I6 ( S6 มีรูรับแสง f/1.9 ส่วน I6 มีรูรับแสง f/2.2 ) ทำให้ภาพที่ได้มีความสว่างมากกว่า I6 อยู่พอสมควร

และในเมื่อมีการเปรียบเทียบกันระหว่างกล้อง 2 ตัว จะดูแค่สเปคด้านนอกก็คงจะเอาเปรียบทางผู้ที่ด้อยกว่าอยู่สักหน่อย เนื่องจากการถ่ายรูปนั้นนอกจากจะใช้ฮาร์ดแวร์เป็นหลักแล้ว ซอร์ฟแวร์ในการประมวณผลนั้นก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน ดังนั้น เว็บไซต์ Phonearena ที่เป็นเว็บรีวิวโทรศัพท์ของทางต่างประเทศจึงไม่รอช้าที่จะถ่ายรูปเปรียบเทียบระหว่าง 2 รุ่นนี้มาให้ชมกัน

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Samsung galaxy S6

image-from-Galaxy-S6-3 image-from-Galaxy-S6-1 image-from-Galaxy-S6-2

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Iphone 6

image-from-Iphone-6-1 image-from-Iphone-6-2 image-from-Iphone-6-3

เห็นอะไรมั้ยครับ ทั้งๆที่เป็นที่เดียวกัน แต่กล้องทั้งสองนั้นกลับถ่ายออกมาไม่เหมือนกัน ซึ่งนี่ก็คือความแตกต่างของซอร์ฟแวร์ประมวลผลภาพที่ทาง 2 บริษัทใช้ไม่เหมือนกัน ซึ่งในตอนแรกนั้น S6 ถูกประณามอย่างใหญ่หลวงว่าภาพที่ถ่ายออกมานั้น WB (White Balance) ห่วยมาก ถ่ายออกมาทุกรูปสีออกเหลืองหมดทุกรูป แล้วอย่างนี้ภาพจะสวยได้เยี่ยงไร จนเมื่อมีคนมาบอกว่า “เอ้อ ไฟในงานนี้นะหรอ มันเป็นไฟ warm tone (ไฟออกสีส้มๆ)นะยู ไออยู่ในงาน” คดีจึงพลิกทันที กลายเป็นว่า เจ้า S6 นั้นสามารถถ่ายได้ภาพที่มีความถูกต้องมากกว่า I6 (เฉพาะในงานนี้นะ) แต่แล้วก็มีจุดแย้งมาอีกว่า “ยูๆ เสื้อพนักงานนะ มันเป็นสีขาวล้วนนะ ม่ายช่ายสีออกส้มๆ” เอาแล้วไง เถียงกันอีกคำรบนึง เพราะถ้าดูในกรณีเสื้อแล้ว Iphone 6 จะทำออกมาถูกต้องกว่า S6 และก็เป็นประเด็นที่สาวกทั้งสองค่ายเถียงกันไปเถียงกันมา และแล้วก็มีผู้รู้แจ้งเห็นจริงได้เข้ามาอธิบายไว้ดังนี้

ผมคิดว่าการทำงานมันน่าจะต่างกันเฉยๆครับ คือ iphone น่าจะมีการวัด WB เฉพาะจุดบางจุด (เดาเอาว่าเป็นเฉลี่ยหนักกลาง คล้ายๆวัดแสงแบบ Center-weighted) คือเน้นให้ subject หรืออะไรที่อยู่แถวๆกลางภาพมีสีสันที่ถูกต้องตามสีของมัน สังเกตได้จากภาพห้องในโรงแรม ที่ของไอโฟนจะทำให้เพดานเป็นสีขาว แต่แสงข้างนอกมันฟ้องอยู่ชัดๆว่าฟ้าเสียขนาดนั้น แสดงว่า AWB เพิ่มแสงสีฟ้าให้เยอะเพื่อชดเชยแสงอุ่นในห้องนั่นเองครับ
ส่วนของ Samsung และพวกกล้องใหญ่ๆ (อย่างน้อยก็ D7000 ผมที่เปิด AWB ถ่ายแทบทุกใบ) จะวัดเป็นแบบรวมๆทั้งภาพ ทำให้ได้ ความถูกต้องของสีวัตถุภายใต้สภาพแสง ณ ขณะนั้น”  (ภาพโรงแรมเดียวกัน Note4 จะไม่เป็นสีอมฟ้าแบบ iphone เพราะนำแสงจากหน้าต่างมาคำนวนด้วย) ซึ่งไม่ได้บอกว่าอันไหนดีกว่ากัน เพราะเข้าใจว่าหลักการทำงานน่าจะเหมือนกัน ลองให้ Apple มาวัดทั้งภาพ ผมก็เชื่อว่ามันจะได้สีไม่ต่างกันกับของ Samsung หรอกครับ มันหนีกฎเรื่องฟิสิกส์ของแสงไม่พ้น ขึ้นอยู่กับคุณจะพอใจตัวไหนมากกว่ากัน อยากใช้ไอโฟนก็ใช้ไป อยากใช้ซัมซุงก็ใช้ไปครับ พอใจรูปคือจบ

สนใจอ่านแบบเต็มๆได้ที่นี่ เปรียบเทียบรูปถ่าย Samsung galaxy S6 กับ Iphone 6 บน pantip

ดังนั้น ประเด็นเรื่องละเอียดขนาด WB ผมว่าไม่ต้องไปใส่ใจมากนัก เพราะโดยส่วนตัวผมก็ว่าถ่ายออกมาสวยไม่แพ้กัน ถ้าจะเน้นถ่ายรูปจริงๆจังๆเลยละก็ จับกล้อง DSLR ซักตัวมาใช้ผมว่าแจ่มกว่าเยอะ

 

ยกสุดท้าย วัดกันที่ระบบปฏิบัติการ

android-vs-iOS

               ยกสุดท้ายนี้เราจะมาดูกันที่ระบบปฏิบัติการของทั้งสองรุ่น Samsung galaxy S6 นั้นจะเป็น Android 5.0 Lollipop ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นแอนดรอยด์ใหม่ล่าสุด ส่วนทาง Iphone 6 นั้นจะเป็น IOS 8 ที่เพิ่งออกมาได้ไม่นานเช่นกัน ความแตกต่างของสองระบบนี้ก็คือ Android นั้นเป็นระบบเปิดที่ใครๆก็สามารถพัฒนาได้ ซึ่งจะมีข้อเสียตรงที่ไม่สามารถดึงประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์มาใช้ได้อย่างเต็มรูปแบบ ต่างจาก IOS ที่พัฒนามาเพื่อให้รองรับกับระบบ Apple โดยเฉพาะ เปรียบง่ายๆก็เหมือนขับรถ 10 ล้อไปโรงเรียนทั้งๆที่ขี่รถยนต์ธรรมดา 4 ล้อไปก็ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นและเห็นได้ชัดก็คือสเปคของโทรศัพท์มือถือบางเครื่องสูงกว่า Iphone แต่ดันมีอาการกระตุก อาการค้าง มาให้เห็นอยู่บ้างบางเวลา มีวิธีแก้ง่ายๆเลยก็คือการอดฮาร์ดแวร์เพิ่มเข้าไป ทำให้สเปคตัวเครื่องนั้นทาง S6 จะเหนือชั้นกว่า I6 หลายขุม  ซึ่งในส่วนของระบบปฏิบัติการนั้น ต่อให้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปเท่าไหร่ ทุกๆค่ายที่ใช้ระบบ Android ก็ไม่สามารถสู้กับ IOS ของ Apple ได้เลย นอกจากจะผลิตมาสู้ เช่น Windows Phone ที่รู้สึกว่าจะมีเส้นทางที่ริบหรี่ในการสู้กับ Android และ IOS ครับ IOS จึงเข้าป้ายผู้ชนะในส่วนนี้โดยไม่ต้องสงสัย

บทสรุปการวัดพลัง

               หลังจากที่รีวิวมาซะยาวนาน จะเห็นได้ว่า 4 ใน 5 ยกนั้นทางฝั่ง Samsung galaxy S6 นั้นจะทำชัยชนะไปอย่างขาดลอย ส่วน Iphone 6 นั้นทำได้แค่ชนะในเรื่องของระบบปฏิบัติการเท่านั้น แต่อย่าลืมนะครับว่า ระยะเวลาที่ Iphone 6 ออกสู่ตลาดนั้นเร็วๆกว่า S6 อยู่เยอะพอสมควร ดังนั้นเทคโนโลยีจึงเหนือกว่า I6 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ลองออกหลังตั้งนานแล้วยังเท่ากันกับตัวที่ออกก่อน คนจะรอซื้อทำไม 55+) และพอ I7 ออกมา ผมก็ว่าต้องมีความเหนือกว่า S6 อยู่ดี เป็นสัจธรรมครับ ส่วนในเรื่องของสเปคเครื่องนั้นตามที่ได้บอกไปว่า Iphone นั้นเขียนระบบปฏิบัติการเอง จึงมีความสมดุลกับฮาร์ดแวร์และใช้ฮาร์ดแวร์ได้อย่างเต็มที่ ต่างกับ Android ที่เมื่อต้องเพิ่มความเสถียรต้องอัดฮาร์ดแวร์เข้าไปเพิ่ม ส่วนนี้จึงดูตกไป

สำหรับราคาเปิดตัว S6 นั้นเท่าที่ประมาณมาไม่น่าจะเกิน I6 หรือเกินก็ไม่น่าเยอะ ดังนั้นถ้าท่านถูกใจตัวไหนก็สามารถเลือกซื้อเลือกหากันได้ตามอัธยาศัยครับ Iphone ก็ดีอย่าง Samsung ก็ดีอีกอย่าง อย่าลืมนะว่าทั้งสองบริษัทนั้นเป็นคู่แข่งที่แย่งตลาดกันอยู่ตลอด ดังนั้นคงอีกไม่นานหรอกครับที่ Iphone 7 จะคลอดมาข่ม 55+ เป็นวงจรกันไป สำหรับการรีวิวนำโทรศัพท์สองเครื่องมาเทียบกันในครั้งนี้ก็ขอจบลงเพียงเท่านี้นะครับ ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านมากครับ สวัสดีครับ

comments