Home > งานอดิเรก > เครื่องบินบังคับ วิธีเล่นและการดูแลรักษา

เครื่องบินบังคับ วิธีเล่นและการดูแลรักษา

Advertising


สำหรับเครื่องบินบังคับที่เราเห็นเป็นของเล่นอยู่ในปัจจุบันนี้จริงๆแล้วมีที่มาที่ไปที่ไม่ธรรมดา เพราะประวัติของเครื่องบินบังคับ ต้องเล่าย้อนอดีตกลับไปถึงสมัยช่วงสงคราม สมัยที่การได้รับมาซึ่งข้อมูลข่าวสารที่มากที่สุด จะนำไปสู่ชัยชนะ โดยปกติสมัยนั้นจะมีเครื่องบินในการลาดตระเวนรวมถึงเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสาร ซึ่งจำเป็นต้องใช้นักบินในการควบคุมเครื่องบินเหล่านั้น ซึ่งนั่นจำเป็นต้องแลกกับต้นทุนมหาศาลในการสร้างเครื่องบินและความเสี่ยงของชีวิตนักบินด้วย จนกระทั่งในปี 1950 ได้มีการคิดค้นเครื่องบินบังคับขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ ในการสอดแนมและหาข้อมูลข่าวสารขึ้นมาแทนที่ และจะเห็นได้ว่าเครื่องบินบังคับจะสามารถตัดเรื่องความเสี่ยงของชีวิตนักบิน และช่วยลดต้นทุนในการผลิตเครื่องบินจริง

เครื่องบินบังคับนั้นนอกจากสามารถให้ความสนุกสนานเวลาเล่นแล้ว ยังสามารถให้ความรู้ในเรื่องการบิน และเรื่องของงานช่างอีกด้วย จะเห็นได้ว่าเครื่องบินบังคับมีให้เลือกอยู่มากมายหลายรุ่นในปัจจุบัน

ซึ่งแต่ละรุ่นนั้น ก็มีความสามารถและลักษณะที่แตกต่างกันไป โดยสามารถแบ่งเครื่องบินบังคับได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ

cessna-Shoulder-Wing-airplane

1.เครื่องบินบังคับแบบ High Wing หรือ Trainer หรือเครื่องบินปีกบน เป็นเครื่องบินที่เหมาะกับผู้เริ่มต้น เพราะเป็นเครื่องบินที่บินได้ช้าและมีความสเถียรภาพมากกว่าชนิดอื่น แต่ความสามารถในการบินผาดโผนจะต่ำกว่าเครื่องบินบังคับชนิดอื่น วัสดที่นำมาใช้ในการทำจะเป็น ไม้หรือโฟมที่มีน้ำหนักเบา เป็นเครื่องบินที่สามารถปรับสมดุลย์ได้เอง มีทั้งแบบไฟฟ้า และแบบเครื่องยนต์ เหมาะสมที่จะนำมาเป็นเครื่องบินในการหัดบินสำหรับมือใหม่ อย่างเช่นเครื่องบินบังคับ Super Trainer 120 cm และ Piper 120 cm

shoulder-wing

2.เครื่องบินบังคับแบบ Shoulder Wing เครื่องบินปีกข้าง เป็นเครื่องบินที่เหมาะกับผู้ที่ผ่านพ้นช่วงหัดบินมาแล้ว เพราะเครื่องบินชนิดนี้สามารถออกแบบความสามารถในการบินให้ออกมาได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น ขึ้นอยู่กับชนิดของ Airfoil ของปีก แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้แบบ symmetrical ซึ่งจะสามารถสร้างการเคลื่อนไหวที่สนุกตื่นเต้น เร้าใจได้ดีกว่าแบบ Trainer เพราะปีกแบบนี้จะช่วยให้มีแรงยกที่ดีกว่า หรือจะเรียกเครื่องบินชนิดนี้ว่าเครื่องบินบังคับ Sport ก็ได้

low-wing

3.เครื่องบินบังคับแบบ Low Wing เครื่องบินปีกล่าง เป็นเครื่องบินที่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นมืออาชีพแล้ว มีประสบการณ์ในการบินสูง เพราะเครื่องบินบังคับแบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการบินผาดโผนโดยเฉพาะ ทำให้สามารถบินด้วยท่าบินต่างๆ ได้มากมายไม่ว่าจะเป็น Hovering หรือ Harrier ทำให้เครื่องบินบังคับชนิดนี้บินได้ยากกว่าแบบอื่นๆด้วย รวมถึงเรื่องของเสถียรภาพในการบินที่จะมีน้อยกว่าเครื่องบินบังคับชนิดอื่นๆ

 

วิธีเลือกซื้อเครื่องบินบังคับ

ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อเครื่องบินบังคับนั้นมีปัจจัยต่างๆที่เราควรคำนึงถึง เพื่อให้สามารถเลือกเครื่องบินบังคับที่เหมาะสมตามความต้องการของเรา

1.สถานที่ เป็นสิ่งแรกที่ควรคำนึงถึง ควรตรวจสอบสถานที่ที่ต้องการใช้ในการเล่นเครื่องบินบังคับก่อนว่า มีพื้นที่เพียงพอหรือไม่ เพราะเครื่องบินบังคับบางรุ่นนั้นจำเป็นต้องใช้รันเวย์ในการวิ่ง ก่อนขึ้นไปบินบนอากาศ แต่หากไม่มีพื้นที่เพียงพอแล้วอาจจะเลือกเป็นเครื่องบินบังคับแบบที่ใช้พื้นที่น้อย หรือแบบที่เล่นได้ในบ้านได้ (Indoor)

2.ภูมิอากาศและภาพแวดล้อม ลมเป็นปัจจัยหลักที่มีความจำเป็นต่อการบิน และในขณะเดียวกันลมก็เป็นสิ่งอันตรายเช่นกัน

-เครื่องบินบางรุ่นอย่าง AIRBUS/B29/JHR จำเป็นต้องใช้ลมในการบินขึ้น หากไม่มีลมแล้วเครื่องบินเหล่านี้จะไม่สามารถบินขึ้นได้เลย และหากบินผิดทิศทางลม ก็จะไม่มีทางบินขึ้นได้เช่นกัน

-เครื่องบินบางรุ่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องมีลมในการช่วยดึงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามควรมีลมช่วยบ้างในอากาศ เพื่อให้เครื่องบินบังคับสามารถประหยัดพลังงานได้เพิ่มขึ้น และบินได้เป็นเวลานานๆ อย่างเช่น SD/Flyingfox/Fallcon

ดังนั้นแล้วควรศึกษาเรื่องของภูมิอากาศบริเวณที่จะนำเครื่องบินบังคับไปเล่นให้ดีก่อนว่าเป็นแบบไหน แต่หากเป็นแบบที่ไม่มีลมเลย อาจจะเลือกซื้อเครื่องบินที่แทบไม่ต้องใช้ลมเลย อย่างเช่น J3/Flybird403

3.งบประมาณ สำหรับงบประมาณนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้ซื้อจำเป็นต้องคำนึงถึงอย่างมาก เพราะเครื่องบินบังคับบางชนิดนั้นมีราคาที่แพง โดยเฉพาะรุ่นจำพวก Scale หรือรุ่นที่ทำออกมาให้เหมือนกับเครื่องบินจริงมากที่สุด และเครื่องบินที่ใช้น้ำมันก็เป็นเครื่องบินบังคับที่มีราคาแพงเช่นกัน สำหรับมือใหม่นั้นควรเลือกเครื่องบินบังคับจำพวกเทรนเนอร์ (Trainer) จะดีที่สุดเพราะราคาจะค่อนข้างต่ำกว่าเครื่องบินบังคับทุกประเภท นอกจากนั้นยังเหมาะสำหรับฝึกบินด้วย อย่างเช่น Super Trainer 120 cm และ Piper 120 cm

piper Super-Trainer-120-cm

4.ตัวเอง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงให้มากที่สุดเช่นกัน เพราะเราต้องถามตัวเราเองก่อนว่าตัวเรานั้นต้องการเล่นเครื่องบินบังคับนี้เพื่ออะไร

-เล่นเป็นงานอดิเรกอันเกิดจากความชอบในเรื่องของเครื่องบิน

-เล่นเพื่อการแข่งขัน สำหรับการเล่นเพื่อการแข่งขันนั้นเราต้องถามตัวเองด้วยว่า ชอบในเรื่องของลีลาในการบิน หรือ เครื่องบินที่บินได้เร็ว นอกจากนั้นยังต้องเรียนรู้เรื่องของส่วนประกอบต่างๆของเครื่องบินบังคับให้มากขึ้นเพื่อจะสามารถปรับแต่ง แก้ไขเครื่องบินบังคับได้ในยามจำเป็นหรือทุกสถานการณ์

-เล่นเพื่อเข้าสังคม สำหรับการเล่นเพื่อเข้าสังคมนั้นก็คงต้องดูว่าเพื่อนของเรานั้นหรือสังคมที่เราอยู่นั้นเล่นเป็นเครื่องบินชนิดไหน เพราะ หากเลือกซื้อไปผิดประเภทก็อาจจะไม่สามารถพูดคุยกันได้ในทุกเรื่องเกี่ยวกับเครื่องบินบังคับ

คำถามเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถเข้าใจตัวเราเองและสามารถเลือกซื้อเครื่องบินบังคับได้ง่ายขึ้น อย่างแน่นอนเพราะหากเราไม่เข้าใจตัวเองก่อนแล้วว่าตัวองต้องการอะไร ก็เป็นไปได้ยากที่เราจะเลือกซื้อเครื่องบินบังคับที่ถูกใจตัวเองได้

 

การดูแลรักษาเครื่องบินบังคับ

ในการดูแลรักษาเครื่องบินบังคับนั้น เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำทุกครั้ง ของทุกอย่างย่อมมีวันเสื่อมวันพังเป็นธรรมดา แต่หากไม่มีการดูแลรักษาแล้วยิ่งทำให้สิ่งของเหล่านั้น หมดอายุการใช้งานหรือพังไวขึ้นนั่นเอง ส่วนที่ต้องดูแลรักษาจะแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆคือ ส่วนของตัวเครื่องบินบังคับ และส่วนของอุปกรณ์ควบคุมเครื่องบินบังคับ

ส่วนของเครื่องบิน หลังจากทำการบินทุกครั้ง ควรปิดสวิทช์ของตัวเครื่อง จากนั้นควรตรวจสอบอุปกรณ์ทุกส่วนอย่างละเอียดว่าไม่มีชิ้นส่วนใด สูญหาย หรือเสียหาย หากพบจะได้สามารถแก้ไขได้ไวขึ้น นอกจากนั้นควรถอดแยกชิ้นส่วนของเครื่องบินออกเพื่อทำความสะอาด แต่สำหรับมือใหม่อาจจะทำความสะอาดจากภายนอกอย่างเดียวก็ได้ โดยการใช้ผ้าหมาดๆที่สุดทำความสะอาดจนทั่ว จากนั้นตามด้วยผ้าแห้งหรือกระดาษทิชชู่ เช็ดน้ำมันที่เกาะอยู่ออกให้หมด เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

โฆษณา
ส่วนของอุปกรณ์ควบคุม ตรงส่วนนี้การดูแลรักษานั้นอาจใช้ผ้าหมาดๆที่สุดเช่นเดิมในการเช็ดทำความสะอาดและตามด้วยผ้าแห้งหรือทิชชู่ พยายามตรวจสอบบริเวณร่องของคันโยกว่ามีเศษหินเข้าไปติดหรือไม่ หากพบควรนำออก เพราะอาจทำให้การบังคับเครื่องบินในครั้งต่อไปเกิดปัญหาจากเศษหินหรือดินที่ติดอยู่

 

ขั้นตอนการฝึกบินเครื่องบินบังคับ

การฝึกบินเครื่องบินบังคับถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเล่นเครื่องบินบังคับ หากเราไม่ทำการฝึกฝน การที่จะบังคับเครื่องบินได้ดีนั้นเป็นไปได้ยากมาก อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเสียหายของเครื่องบินบังคับด้วย ทั้งนี้ควรมีผู้ให้การฝึกสอนด้วยเพื่อลดความเสี่ยงทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น โดยสามารถทำการฝึกบินได้โดยขั้นตอนดังต่อไปนี้

1.ก่อนที่ผู้เล่นจะทำการฝึกบินขึ้นไปบนท้องฟ้า ควรจะเริ่มจากการหัดเล่นจากบนพื้นดินก่อนด้วยวิธีการที่เรียกว่า Taxi หรือการบังคับวิ่งไปบนพื้นเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาตามปกติ แต่สิ่งที่ควรฝึกให้ชินคือเวลาที่เครื่องบินหันหน้าเข้าหาตัวผู้เล่นการบังคับซ้ายขวานั้นจะสลับกันทันที

2.การบินบนท้องฟ้า สำหรับการฝึกบินบนฟ้านั้นช่วงแรกจะให้ผู้ฝึกสอนทำการ Take Off เครื่องบินขึ้นสู่อากาศก่อนจากนั้น ให้เริ่มจากการบินเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้ผู้ฝึกดู จากนั้นให้ผู้ฝึกลองทำเองจนกว่าจะทำได้ และควรทำซ้ำๆ จนกว่าจะรู้สึกคุ้นเคย

3.การ Take off ขึ้นจากพื้น สำหรับขั้นตอนนี้ผู้ฝึกควรเริ่มจากการจับทางลม จากนั้นบังคับเครื่องบินประคองให้ตรงทางให้ได้ และทำการเร่งเครื่องจนถึงความเร็วที่เพียงพอกับการเหิรขึ้นบนอากาศและเมื่อนำเครื่องขึ้นได้แล้ว ควรบินรักษาระดับก่อน หรืออาจทำตามขั้นตอนเดิมคือบินเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าอีก

4.การ Landing หรือลงจอด ผู้ฝึกควรเริ่มจากการลดระดับลงมาเรื่อยๆอย่างช้าๆ โดยฟังคำชี้แนะจากผู้ฝึกสอน อาจจะทำการบินเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าลดระดับลงมาเรื่อยๆ จนตรง Runway แล้วค่อยๆลดกำลังของมอเตอร์ลงเพื่อลงจอด ทำจนกว่าจะคุ้นเคยเพราะเป็นขั้นตอนที่สำคัญและอันตรายมากๆ ที่สำคัญควรทำอย่างช้าๆ และเพิ่มความแม่นยำของการลงจอดให้ได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

สำหรับขั้นตอนการฝึกบินหลักๆแล้วจะเป็นไปตามนี้ ซึ่งจริงๆแล้วขั้นตอนทั้งหมดนี้สามารถทำด้วยตัวเองได้ด้วยเช่นกัน แต่ต้องค่อยๆทำ ไม่ใจร้อน อาจศึกษาวิดีโอการฝึกบินก่อนทำการฝึกเองด้วยหากต้องฝึกคนเดียว

 

สิ่งที่ควรรู้สำหรับการเล่นเครื่องบินบังคับ

1.ควร Take off จากพื้นดินด้วยการทวนกระแสลม เนื่องจากเครื่องบินต้องการกระแสลมให้การช่วยพยุงปีก และลำตัวเครื่องบินให้ลอยสู่อากาศได้โดยง่าย การบินทวนกระแสลมจะทำให้เครื่องบินรับมวลอากาศได้เต็มที่ ช่วยให้มอเตอร์ไม่ต้องทำงานหนักมาก

2.การบินลงจอดหรือ Landing ควรทำการบินทวนกระแสลมเช่นกัน เนื่องจากในขณะที่เครื่องบินลดกำลังลง อากาศที่ไหลผ่านใต้ปีกเครื่องบิน ก็คงยังมีกำลังเพียงพอที่จะยกลำตัวเครื่องบินให้ลอยอยู่ได้ แต่เครื่องบินจะค่อยๆลดระดับลงสู่สนามเนื่องจากแรงฉุดที่น้อยลง หลังจากใบพัดอ่อนแรงลง เครื่องบินจะลดระดับลงมาเรื่อยๆทำให้ลงจอดได้อย่างปลอดภัย

3.ตรวจสอบระหว่างการวิ่งบนพื้นว่าไม่มีปีกข้างใดเอียงหรือหนักไปข้างใดข้างหนึ่ง ใบพัดไม่สัมผัสกับพื้นดิน ขณะวิ่งไม่มีอาการเป๋ไปเป๋มา หากพบว่ามีอาการควรทำการดัดลูกล้อให้ตรง

4.ควรติดริบบิ้นความยาวประมาณ 30 ซม.ไว้ที่เสาอากาศสำหรับดูทิศทางลม หากลมแรงจนเกินไปไม่ควรนำเครื่องขึ้น อย่างเช่นลมกรรโชกหรือลมพายุ อาจทำให้เครื่องบินถูกลมพัดตกลงมาได้

5.ดึงเสาสัญญาณออกมาจนสุด เปิดวิทยุและตรวจสอบดูว่า มีไฟจากแบทเตอรี่อย่างน้อย 80 % ขึ้นไป และชาร์จแบตเตอรี่ที่ใส่เครื่องบินไว้ให้เต็มเสมอ แบตเตอรี่ในเครื่องบินนั้นควรเป็นแบตเตอรี่ชนิด NiCd หรือ Litium Polymer ที่มีกระแสไฟอยู่ที่ 8.4-11.1 V.และ 700-1000 มิลลิแอมป์

6.เมื่อชักเสาวิทยุและเปิดวิทยุแล้ว จึงมาเปิดสวิทไฟที่ตัวเครื่องบิน ทดลองโยกสติ๊กวิทยุว่า แพนหางระดับและแพนหางดิ่งและปีกเล็กแก้เอียง Aileron ทำงานปกติและถูกต้องหรือไม่ หากผิดปกติควรนำกลับมาตรวจสอบก่อน

7.ตรวจสอบใบพัดว่ามีแรงขับในการพาเครื่องบินขึ้นสู่อากาศหรือไม่โดยการจับหางเครื่องบินไว้ หากพบว่ากำลังไม่เพียงพอ อาจทำการตรวจสอบที่แบตเตอรี่ว่ามีจุดบกพร่องหรือไม่

8.ตรวจสอบ Runway ว่าไม่มีสิ่งใดกีดขวางและควรมีระยะทางอย่างน้อย 30 เมตร สำหรับการนำเครื่องบินขึ้นสู่อากาศ

9.หากช่วงที่เครื่องบินวิ่งไปข้างหน้า เกิดอาการเป๋ไปทางซ้ายหรือขวา ซึ่งอาการนี้อาจเกิดจากลมที่ปะทะเข้ามามีกระแสลมที่ไม่คงที่ หรือ วิ่งทวนไม่ตรงกับกระแสลม ให้รีบโยกสติ๊กด้านซ้ายมือที่ควบคุมแพนหางดิ่ง Rudder ซึ่งจะสัมพันธ์กับล้อหลังของเครื่องบิน จะช่วยให้เครื่องบินสามารถบินตรงทางได้ เรียกวิธีนี้ว่า “การกันหาง”

10.ในกรณีที่เครื่องบินมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งเป็นเครื่องบินฝึกบางรุ่นนั้น จะไม่มีปีกเล็กแก้เอียงอย่าง Aileron แต่ใช้สติ๊กด้านขวามือแทน แพนหางดิ่ง Rudder ก็ให้โยกสติ๊กด้านขวามือไปทางซ้ายหรือขวาเพื่อแก้อาการของเครื่องบิน ให้วิ่งตรงทาง ขณะที่ทำการ Take off ขึ้นจากพื้นดิน

11.หากเครื่องบินไม่วิ่งตรงทางขณะทำการ Take off จะทำให้เครื่องบินขึ้นสู่อากาศในแบบเอียงซ้ายหรือขวา หากไม่ชำนาญอาจทำให้เครื่องบินเลี้ยวตกลงมาหัวปักพื้นเสียหาย

12.เมื่อเครื่องบินสามารถบินขึ้นจากสนามได้แล้ว เครื่องบินควรมีลักษณะอาการที่บินตรงไปข้างหน้า ปีกทั้งสองข้าง ควรอยู่ในแนวระดับขนานหรือระนาบเดียวกับพื้นดิน ไม่ควรมีปีกข้างใดข้างหนึ่งเอียง เว้นแต่นักบินจะโยกสติ๊กให้เครื่องบินเลี้ยวซ้ายหรือ ขวา หัวเชิดเล็กน้อย ค่อยๆไต่ระดับขึ้นสู่อากาศไปเรื่อยๆ

13.หากเครื่องบินมีลักษณะที่บินหัวเชิดมากหรือเรียกอีกกอย่างว่า “หัวเบา” อาจเกิดอาการ Stall หรือปีกไม่เกาะกับอากาศ จากนั้นเครื่องบินจะบินหมุนเหมือนกับการโต้คลื่นและตกลงมาหัวปักกับพื้นดินเสียหายได้ วิธีแก้ไขควรนำเครื่องบินลงมาทำการตรวจหาสมดุลย์ใหม่

14.เครื่องบินไม่ควรมีลักษณะที่บินแล้วไม่ค่อยจะเชิดหัวเช่นกัน ต้องใช้แพนหางระดับ ELEVATORช่วยอยู่ตลอดเวลา อาการนี้เรียกว่า “หัวหนัก” วิธีแก้ไขควรนำเครื่องบินลงมาทำการตรวจหาสมดุลย์ใหม่เช่นกัน

15.การบินวงจรสี่เหลี่ยมผืนผ้าคือ หลังจากที่เครื่องบินไต่ระดับขึ้นไปแล้ว ต้องกะว่าไม่สูงเกินไปหรือต่ำเกินไป ให้โยกสติ๊กทางขวามือไปทางซ้าย เพื่อให้เครื่องบินเลี้ยวซ้าย 90 องศา แล้วบินตรงต่อไปเป็นการบินตามแนวขวางลม ต่อจากนั้นเมื่อเครื่องบิน บินไปได้สักระยะหนึ่งแล้วให้เลี้ยวซ้าย 90 องศาอีกครั้งเป็นการบินตามลม จากนั้นแล้วเลี้ยวซ้าย 90 องศาอีกครั้งเป็นการบินขวางลม แล้วเลี้ยวซ้ายอีกครั้ง 90 องศาเป็นการบินทวนลม

16.ในการบินวงจรสี่เหลี่ยมผืนผ้าไม่ควรให้เครื่องบินอยู่เหนือศีรษะ เพราะจะทำให้ผู้เล่นงงได้ในการบังคับทิษทาง ควรจะบินอยู่บริเวณด้านหน้าของผู้เล่นความสูงประมาน 60 องศสจากพื้นดินจะดีที่สุดเพื่อวิสัยทัศน์ในการมองเห็นและบังคับเครื่องบินได้ดีที่สุด

comments