Home > การศึกษาและการสื่อสาร > บุคลิกภาพและการพัฒนา

บุคลิกภาพและการพัฒนา

Advertising


บุคลิกภาพนั้นเป็นเรื่องที่หลายๆคนอาจมองข้าม แต่จริงๆแล้วบุคลิกภาพเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคม หากเราเป็นผู้มีบุคลิกภาพไม่ดี บางครั้งอาจทำให้เราสูญเสียโอกาสบางโอกาสไปได้ ฉะนั้นเราจึงควรหันมาพิจารณาและพัฒนาบุคลิกภาพโดยการทำความเข้าใจบุคลิกภาพก่อน

สิ่งที่กำหนดบุคลิกภาพ
บุคลิกภาพนั้นเป็นเรื่องของการแสดงออกอย่างที่หลายๆ คนทราบกันดีแต่สิ่งที่จะกำหนดบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1.พันธุกรรม สิ่งที่ถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง อย่างลักษณะทางกายภาพเช่น ความสูง สีผม สีผิว หรือความบกพร่องต่างๆของร่างกาย เช่น หลังค่อม ศีรษะล้าน ตาเหล่ ซึ่งผู้ที่มีความผิดปกติของร่างกายจะมีแนวโน้มในการแยกตัวออกจากสังคมมากกว่า

2.สิ่งแวดล้อม สิ่งต่างๆรอบๆตัวเราไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สังคม วัฒนธรรม ซึ่งอาจจะเกิดจากการถ่ายทอดโดยตรง โดยการสอน หรือเกิดการเลียนแบบผู้อื่น ยกตัวอย่างเช่นการที่พ่อ แม่ สอนลูก ในเรื่องมารยาททางสังคม หรือการเลียนแบบพฤติกรรม ค่านิยมของเพื่อนๆ ว่าทำแบบนี้แล้วดูดี การใช้ของแบรนด์เนมต่างๆ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมหรือสังคมของบุคคลนั้นๆ

motion

การพัฒนาบุคลิกภาพ
สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงในการพัฒนาบุคลิกภาพคือ ตัวเราเอง เราต้องรู้จักตัวเราเองเสียก่อน  ว่าเราเป็นบุคคลเช่นไร มีลักษณะอย่างไร การปฏิบัติตัวเวลาเข้าสังคมเป็นอย่างไร รวมทั้งข้อดี ข้อเสียของตัวเราด้วย แต่การพัฒนาตัวเองก็มีวิธีง่ายๆที่ใครก็สามารถทำได้เช่นกัน นั่นก็คือการมีสุขภาพที่ดี หากมีสุขภาพที่ดีแล้วจะส่งผลให้บุคลิกภาพดีขึ้นด้วย

1.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นประจำ ควรรับประทานให้ครบ 5 หมู่ตามที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ไม่ควรกินมากไปหรือน้อยไป เพราะอาจทำให้อ้วนหรือผอมเกินไป

2.พักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน จะทำให้ร่างกายไม่เหนื่อยล้าเกินไปนักจนเสียบุคลิกภาพ

3.หมั่นออกกำลังกาย นอกจากได้สุขภาพที่ดีส่งผลต่อบุคลิกภาพแล้ว ยังทำให้ได้ฝึกการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนต่างๆ ทำให้สามารถพัฒนาบุคลิกภาพได้ง่ายขึ้น

4.บริหารจิตใจ ฝึกสมาธิ มีแนวคิดในเชิงบวก จะทำให้ทัศนะคติในการเข้าสังคมดีขึ้น และช่วยให้บุคลิกภาพที่แสดงออกมาดีขึ้น

การประยุกต์ใช้กับตนเอง
สำหรับบุคลิกภาพนั้น เราควรเริ่มจากตนเองก่อน เพราะแต่ละบุคคลนั้นต่างมีบุคลิกภาพที่แตกต่างกันไปตามแต่พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันไป ตามที่กล่าวมาในข้างต้น ซึ่งบางคนนั้นยังไม่ทราบถึงบุคลิกภาพที่แท้จริงของตนเอง การไม่ทราบตัวของตนเองนั้นจะมีผลต่อการทำงาน การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมาก ทฤษฎีที่จะนำมาปรับใช้เพื่อให้เรารู้จักตนเองมากขึ้น คือ ทฤษฎีตัวตน (Self Theory) ของ คาร์ล โรเจอร์ โดยทฤษฎีได้กล่าวไว้ว่า บุคคลที่ได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัว ที่พ่อแม่ให้ความรักกับลูกโดยปราศจากเงื่อนไข จะมีบุคลิกที่ตรงกันถึง 3 ข้อ ดังนั้นการมองย้อนไปแล้วนำมาช่วยปรับแก้ไขตนเองในปัจจุบันก็สามารถช่วยได้เช่นกัน

1.ตนที่ตนมองเห็น (Self Concept) ทำการจดบันทึกข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับบุคลิกภาพของตัวเราเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ รูปร่างหน้าตาภายนอก ลักษณะนิสัยทั่วไป ลักษณะการปฏิบัติตนเวลาเข้าสังคม สังคมเพื่อนในมหาวิทยาลัย สังคมเพื่อนที่ทำงาน โดยการจดบันทึกนั้นไม่จำเป็นต้องจดทั้งหมดภายในครั้งเดียว แต่ต้องจดด้วยความเป็นจริง ไม่ใช่สิ่งที่ตนเองคิดว่าจะเป็น

2.ตนตามที่เป็นจริง (Real Self) อาจจะเป็นเรื่องที่พูดยากเพราะ บางคนอาจจะเข้าข้างตนเอง ไม่ยอมรับความเป็นจริง กลัวว่าตนเองนั้นจะด้อยกว่าคนอื่น สำหรับวิธีแก้ไขนั้น อาจทำการสังเกตุสิ่งที่สังคมกล่าวถึงเรา ไม่ว่าจะเป็นสังคมเพื่อนกลุ่มต่างๆ แต่เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงนั้นต้องรู้จักแยกยะ ความจริงจากสังคมด้วย เพราะบางคนอาจพูดเพื่อให้เรารู้สึกด้อย บางคนอาจเห็นใจเราแล้วกล่าวชื่นชมเท่านั้น โดยการสังเกตุนั้นอาจต้องใช้เวลา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงที่สุด

3.ตนตามอุดมคติ (Ideal Self) เป็นเหมือนบุคลิกภาพที่ตนอยากเป็น เป็นสิ่งที่ตนอยากทำได้ แต่บางครั้งกลับทำไม่ได้ เนื่องมาจากการปฏิเสธที่จะทำ โดยเลือกทางที่ง่ายกว่า ยกตัวอย่างเช่น อยากเป็นคนพูดจาไพเราะ แต่กลับถูกหัวเราะเยาะเมื่อพูดกับสังคมเพื่อน ทำให้ปิดตัวเอง สร้างเกราะป้องกันขึ้นมาอันเกิดจากความกลัวที่จะเปลี่ยนแปลง หรือทดลองอีกครั้ง ทำให้ไม่สามารถเป็นตนในอุดมคติได้

Personality for work

บุคลิกภาพกับการนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน
ประยุกต์ใช้กับงานด้านการคัดสรรหาพนักงาน (Recruitment)

ในการคัดสรรบุคคลากรเข้าทำงานนั้น บุคลิกภาพถือเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการใช้ประกอบการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็น ความรู้ รูปร่าง กิริยาท่าทาง สุขภาพ ทัศนคติต่อการทำงาน รวมถึงการควบคุมอารมณ์เป็นต้น โดยการนำบุคลิกภาพมาประยุกต์ใช้กับการคัดสรรบุคลากรนั้นหลักๆจะเริ่มจากช่องทางการสรรหา และการกำหนดรูปแบบใบสมัคร

กำหนดแหล่งสรรหาพนักงาน
ส่วนมากแล้วการกำหนดบุคลิกภาพ มักจะใช้Job description มาเป็นหลักในการตัดสินว่าในแต่ละตำแหน่งนั้นควรจะมีบุคลิกภาพอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น งานขาย บุคลิกภาพของผู้สมัครนั้นควรจะต้องเป็นคนยิ้มแย้ม พูดเก่ง อัธยาศัยดี หรืองานเขียน จะต้องมีความรู้ และรักการอ่าน ซึ่งนอกจากนี้แล้วยังมีปัจจัยอื่นในการกำหนดบุคลิกภาพอีก เช่น การจบคณะเดียวกันกับเพื่อนร่วมงาน หรือมหาลัยเดียวกัน เพื่อจะได้บุคคลากรที่เคยอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกันมา จึงมีโอกาสที่จะสามารถทำงานร่วมกันได้ดีกว่า

การกำหนดข้อมูลใบสมัคร
ในการออกแบบใบสมัคร ควรมีการกำหนดข้อมูลต่างๆ ที่ทางบริษัทหรือองค์กรต่างๆต้องการลงไปอย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำในการนำไปประเมินบุคลิกภาพของบุคคลากร ตามที่เรียนให้ทราบในเบื้องต้นเกี่ยวกับบุคลิกภาพจากกรรมพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนสูง น้ำหนัก สีผิว เชื้อชาติศาสนา ภูมิลำเนา สถานภาพครอบครัว ประสบการณ์การทำงาน ไปจนถึงงานอดิเรก จะทำให้เราสามารถพิจารณาคัดเลือกบุคคลากรได้จากข้อมูลเหล่านี้ได้ อย่างเช่นงานเดินแบบ ต้องการผู้ชาย ส่วนสูง 180 ขึ้นไป มีกล้ามท้องสวยงาม เพราะการเดินแบบครั้งนี้จะเป็นการเดินแบบที่ไม่ใส่เสื้อ ซึ่งหากเราทำการคัดเลือกตามนี้จะสามารถคัดเลือกผู้สมัครได้เหมาะสม และรวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตามควรพิจารณาจากความเหมาะสมด้วยเพราะบางครั้ง การยึดถือในข้อมูลมากเกินไปอาจทำให้เกิดอคติ หรือเข้าใจผู้สมัครผิดเพี้ยนได้เช่นกัน

แบบบุคลิกภาพที่ไม่พึงประสงค์
บุคลิกภาพที่ไม่พึงประสงค์นั้น เป็นบุคลิกภาพที่ควรหลีกเลี่ยงตามที่ แฮรี่ สแต็ค ซัลลิแวน (Harry Stack Sullivan) ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับบุคลิกภาพที่ไม่พึงประสงค์ ทั้งหมด 6 ข้อ

1.ประเภทไม่เป็นมิตรกับผู้ใด ปกติแล้วสาเหตุนี้จะเกิดจากการที่บิดามารดาเคี่ยวเข็ญ บุตรมากเกินไป โดยตั้งเป้าให้บุตรได้ดีจนเกินไป นอกจากนั้นบิดา มารดามักจะไม่พอใจกับผลงานของบุตรที่ถึงแม้จะทำได้ดีแล้วก็ตาม จึงทำให้บุคคลประเภทนี้ มักมีอารมณ์ขุ่นมัว ไม่ชอบคบค้าสมาคม ไม่สุงสิงกับใคร หงุดหงิดง่าย มีความเครยดตลอดเวลา

2.ประเภทต้องพึ่งพาคนอื่น สาเหตุของบุคคลประเภทนี้มักเกิดจากการใช้อำนาจในการเลี้ยงดูบุตร ของบิดามารดา ทำให้บุคคลนี้ต้องพึ่งพาผู้อื่นอยู่เสมอ มักจะไม่สามารถคิดหรือตัดสินใจ การทำสิ่งต่างๆได้ด้วยตัวเอง ต้องมีคนคอยแนะนำหรือออกคำสั่งตลอด

3.ประเภทหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง บุคคลประเภทนี้สาเหตุเกิดจากความผิดหวังในการมีสัมพันธภาพระหว่างตนเองกับบุคคลอื่น จึงทำให้ไม่ไว้วางใจใครง่ายๆ ผิดหวังจากบุคคลอื่นง่ายๆ และมักเก็บความแค้นฝังไว้ในใจตลอดเวลา

4.ประเภทไม่สุงสิงกับใคร สาเหตุส่วนใหญ่ของบุคคลประเภทนี้มักเกิดจากการไม่ได้รับความรักเท่าที่ควรในวัยเด็ก จึงทำให้เมื่อโตขึ้น มีความคิดในการอยู่คนเดียวมากขึ้น หรือ พึ่งพาตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น และมักจะน้อยใจง่าย แต่ไม่พูดออกมา

5.ประเภทรักร่วมเพศ สาเหตุมักเกิดจากการที่บิดา มารดาไม่สามารถอบรมเลี้ยงดู หรือสื่อความหมายเกี่ยวกับบทบาททางเพศให้กับบุตรได้อย่างถูกต้อง ทำให้ขาดสัมพันธภาพที่ดีกับบุตร ทำให้บุคคลประเภทนี้มักจะมีการปรับตัวในการแก้ปัญหาในเรื่องเพศแบบผิดๆ

6.ประเภทชอบคัดค้าน สาเหตุของบุคคลประเภทนี้มักเกิดจากในวัยเด็กมักเป็นบุคคลที่ชอบเรียกร้องความสนใจจากบิดา มารดาหรือผู้อื่น ต้องการเป็นคนสำคัญ เมื่อโตขึ้นจึงยังคงมีนิสัยเดิมๆ เมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการทำให้ตนนั้นรู้สึกไม่มีความสุข จึงมักจะคัดค้านผู้อื่นอยู่เสมอ เพราะบางครั้งบุคคลประเภทนี้จะรู้สึกถึงการคุกคามความสุขของเขา

comments